เหตุผลที่สาขาคณิตศาสตร์ไม่มีรางวัลโนเบล

รางวัลโนเบลมีทั้งหมด 6 สาขาได้แก่ ฟิสิกส์ เคมี การแพทย์ เศรษฐศาสตร์ วรรณกรรม และสันติภาพ โดยจะจัดให้มีการมอบรางวัลปีล่ะหนึ่งครั้ง แน่นอนว่ารางวัลโนเบลไม่ใช่รางวัลธรรดาที่ใครก็มีสิทธิได้รับแต่ต้องเป็นคนที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดในสาขานั้นๆ กรณีที่ทำงานร่วมกันหลายคน ใช้ความพยายามร่วมกันก็จะมอบรางวัลให้ทั้งหมดเป็นรางวัลร่วมกัน คนที่ริเริ่มให้รางวัลนี้ขึ้นมาก็คือ อัลเฟรด โนเบล นักเคมีชาวสวีเดน

untitled

โนเบลตั้งใจจะให้มีรางวัลโนเบลที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ถึง 3 รางวัล แต่ในสาขาคณิตศาสตร์ไม่ถูกกำหนดให้มีรางวัลโนเบลขึ้น พื้นฐานของวิทยาศาสตร์ทั้งหมดคือคณิตศาสตร์และโนเบลเองก็ชอบคณิตศาสตร์ แต่ทำไมโนเบลถึงไม่จัดทำรางวัลโนเบลสาขาคณิตศาสตร์ เขาลืมหรือจงใจละเว้น สามารถคิดออกมาได้หลายเหตุผลแต่เหตุผลที่ใช่ที่สุดไม่ใช่เพราะโนเบลลืม

โนเบลไม่ถูกกับนักคณิตศาสตร์ท่านหนึ่งชื่อว่า มิตแทก เลฟเฟลอร์ ซึ่งเป็นนักคณิตศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในสมัยนั้น ถ้าทั้งสองคนพบหน้ากันจะทะเลาะกันเสมอ โนเบลได้สั่งเสียไว้ก่อนจะเสียชีวิตว่าให้มอบรางวัลให้นักวิทยาศาสตร์ที่มีผลงานยอดเยื่ยม และตอนนั้นก็นึกถึงเลฟเฟลอร์ขึ้นมา ถ้ารางวัลโนเบลมีสาขาคณิตศาสตร์ขึ้นมาคนที่ได้รับรางวัลคนแรกสุดก็จะเป็นเลฟเฟลอร์ โนเบลไม่อยากให้เลฟเฟลอร์ที่ตัวเองไม่ชอบได้รับรางวัลจึงไม่ได้กำหนดรางวัลสาขาคณิตศาสตร์

คนจำนวนมากคาดเดาว่าเพราะเหตุนี้หรือไม่จึงไม่มีรางวัลโนเบลสาขาคณิตศาสตร์แต่ไม่มีใครทราบเหตุผลที่แน่ชัดนัก คนที่ทราบเหตุผลที่แท้จริงคงมีเพียงโนเบลเท่านั้น

เหรียญฟิลด์ส

การที่คณิตศาสตร์ไม่มีรางวัลโนเบลถือเป็นเรื่องน่าสงสารไม่น้อย นักคณิตศาสตร์หลายท่านคิดว่าความจริงข้อนี้เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ นักคณิตศาสตร์ชาวแคนนาดา จอห์น ชาร์ลส์ ฟิลด์ส ยืนยันว่ายังไงคณิตศาสตร์ต้องมีรางวัลดีๆเทียบกับรางวัลโนเบล หลังจากฟิลด์สเสียชีวิตลง สมาคมคณิตศาสตร์ระหว่างประเทศได้จัดมอบรางวัลให้แก่นักคณิตศาสตร์ตั้งแต่ปี 1932 เป็นต้นมา และให้ชื่อรางวัลนี้ว่า เหรียญฟิลด์ส ตามชื่อของ จอห์น ชาร์ลส์ ฟิลด์ส

กว่าจะได้เหรียญฟิลด์สนั้นได้ยากกว่ารางวัลโนเบลเสียอีก เหรียญฟิลด์สจัดให้มีการมอบ 4 ปีครั้ง และนักคณิตศาสคร์ที่มีสิทธิได้รับเหรียญต้องมีอายุเกิน 40 ปี ถึงแม้จะสร้างผลงานโดดเด่น แต่ถ้าอายุเกิน 40 ปี ไปแล้วก็จะไม่มีสิทธิรับเหรียญฟิลด์ส

การจะได้รับเหรียญฟิลด์สยุ่งยากกว่ารางวัลโนเบลมาก ในประเทศเกาหลีและประเทศไทยยังไม่ปรากฎชื่อนักคณิตศาสตร์ที่ได้รางวัลนี้เลยแม้แต่คนเดียว รางวัลนี้เป็นรางวัลที่ท้าทายเยาวชนที่จะฝันจะเป็นอัจฉริยะคณิตศาสตร์ในอนาคตเลยนะเนี่ย

Advertisements

ทำไมต้องเรียนคณิตศาสตร์

คณิตศาสตร์เป็นวิชาสำคัญที่จำเป็นต้องเรียน เนื่องจากจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน อย่างตอนนี้ถ้าหากเราเกิดต้องการซื้อของสักอย่างหนึ่งที่ร้านค้าและถ้าเราไม่รู้จักการบวกและการลบเราก็อาจได้รับเงินทอนไม่ครบ หรือ ไม่ถูกต้อง ในขณะเดียวกันถ้าเราทำธุรกิจค้าขายแล้วเราเกิดไม่รู้จักการบวก ลบ คูณ หาร จะดำเนินการให้ราบรื่นได้อย่างไร เช่นเดียวกับการปั่นจักรยานถ้าเราไม่รู้จักวิธีการปั่นเราจะลงแข่งได้อย่างไร ผลจากการบวก ลบ คูณ หาร เมื่อทำธุรกิจก็จะออกมาแบบเดียวกับการปั่นจักรยานไม่ใช่แค่ในเรื่องของการทำธุรกิจค้าขายเท่านั้น แม้แต่การที่จะเป็นนักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ได้ต้องมีความรู้คณิตศาสตร์เบื้องต้น

TR-002

ถ้าอยากเป็นนักคณิตศาสตร์จะต้องขยันเรียนคณิตศาสตร์ให้มากและถ้าอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ก็ต้องขยันเรียนคณิตศาสตร์เท่าๆกับวิทยาศาสตร์ นอกจากนั้นวิชาฟิสิกส์กับเคมีก็ต้องใช้หลักการคิดโดยสร้างเป็นสูตรเช่นเดียวกับคณิตศาสตร์ ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงหลายท่านเป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์และนักคณิตศาสตร์พร้อมกัน
จิตรกรหลายท่านก็เป็นนักคณิตศาสตร์ที่ทีชื่อเสียง เลโอนาร์โด ดา วินชี ก็เป็นจิตรกรที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่ง ขณะเดียวกันก็เป็นนักคณิตศาสตร์ที่โดดเด่นมากด้วยเนื่องจากตอนแกะสลักหรือวาดรูปจะต้องทำงานโดยมีการคำนวณความถูกต้องด้วย
ไม่มีอาชีพไหนในโลกนี้ไม่ได้รับความเกื้อหนุนจากคณิตศาสตร์ แต่เหตุที่การเรียนคณิตศาสตร์สำคัญที่สุดเป็นเพราะว่าได้เรียนวิธีคิดและช่วยเพิ่มทักษะการคิดนั้นเอง
ถ้าเจอโจทย์คณิตศาสตร์ที่ยากมาก เรื่มแรกทุกคนจะเกิดอาการงงแล้วหลังจากนั้นจะมีอาการปวดศีรษะตุบๆแต่ถึงอย่างไรก็ไม่ควรยอมแพ้ง่ายๆก่อนอื่นให้อ่านโจทย์ให้ละเอียดถี่ถ้วนและลองคิด แล้วไตร่ตรองหาวิธีต่างๆเพื่อหาคำตอบ วิธีการแก้ไขโจทย์ทางคณิตศาสตร์ไม่ได้มีเพียงวิธีเดียว โจทย์เพียงข้อเดียวแต่มีวิธีคิดเป็นสิบวิธี และในระหว่างที่กำลังหาวิธีคิดอยู่นั้นก็จะช่วยเสริมสร้างพลังความคิดใหม่ๆที่เป็นเหตุเป็นผล
ตลอดชีวิตของคนๆหนึ่งต้องพบกับความยุ่งยากและลำบากต่างๆนานา ซึ่งเทียบไม่ได้กับโจทย์คณิตศาสตร์ที่ยากมากด้วยซ้ำ มีคนอีกมากที่สลัดความยุ่งยากนั้นไป แล้วพยายามหาวิธีในการแก้โจทย์อย่างมีเหตุผล ไม่ทราบว่าทุกคนอย่างเป็นแบบไหน ในเมื่อเหตุผลที่ควรต้องเรียนคณิตศาสตร์มีมากขนาดนี้

คำถามทางคณิตศาสตร์ 5

Question
มีขนมอยู่ 40 ชิ้นแบ่งให้เด็ก 4 คน คือ A , B , C และ D โดย A มีขนมมากกว่า B 7ชิ้น และ B มีน้อยกว่า C 3 ชิ้น ในขณะที่ D มีมากกว่า B เป็น 2 เท่า ดังนั้นเด็กแต่ล่ะคนจะได้ขนมกันคนล่ะกี่ชิ้น

TR-027

Answer
จากโจทย์เราจะเห็นได้ว่า B จะเป็นตัวหลักในการแก้ไขคำถามข้อนี้ เราสามารถเปลื่ยนเด็กคนอื่นๆโดยเทียบกับ B ได้คือ A = B+7 ; C = B+3 ; D = 2B
ดังนั้น A + B + C + D = 40 จึงแปลงได้เป็น B+7+B+B+3+2B = 40
5B = 40-10 = 30 ; B = 30 / 5 = 6
จึงได้ A = 13 ; B = 6 ; C = 9 ; D = 12

คำถามทางคณิตศาสตร์ 4

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีนักสืบคนหนึ่งได้ทำคดีในประเทศที่ไม่ปรากฎบนแผนที่โลก ซึ่งเค้าได้รับข้อมูลจากตำรวจที่นั้นว่า “ฆาตกรทุกรายจะเป็นคนพูดโกหกเสมอ” ซึ่งเค้าจะต้องสอบปากคำจากจำเลยทั้งสามคนในวันพรุ่งนี้

images85KTV78F

เมื่อเขาไปถึงสถานีตำรวจ เขาได้ถามจำเลยที่หนึ่งว่า “คุณไม่ใช่ฆาตกรแน่นะ” จำเลยที่หนึ่งรีบตอบว่า “ข้าเป็นฆาตกร” นักสืบถามจำเลยที่สองว่า “คุณจะยอมรับว่าคุณเป็นฆาตกรหรือไม่” จำเลยที่สองตอบว่า “ไม่ใช่” เขาถามต่อไปอีกว่า “แสดงว่าคุณไม่ยอมรับว่าคุณเป็นฆาตกร” จำเลยที่สองรับตอบว่า “ไม่ใช่” นักสืบจึงถามจำเลยคนที่สามซึ่งมากับเพื่อนสนิท และเพื่อนสนิทได้มากระซิบว่า “จำเลยคนนี้เป็นคนพูดโกหก แต่เค้าไม่ได้เป็นฆาตกร” จำเลยคนที่สามได้ยินดังนั้นจึงพูดว่า “ใช่แล้ว เพื่อนสนิทของผมพูดความจริงนะ” นักสืบจะสามารถจับคนร้ายโดยใช้ตรรกะศาสตร์ได้อย่างไร ใครเป็นฆาตกร?
*** คำตอบคือจำเลยที่สอง***

จำนวนเชิงมิตร

พิทาโกรัส นักคณิตศาสตร์ชื่อก้องโลกอ้างว่าจำนวนทำให้เกิดสรรพสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ได้ เขายังยกย่องให้ “จำนวน” เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย
ลูกศิษย์ของเค้าได้สร้างตัวเลขหลายชนิดขึ้น เช่น จำนวนเชิงมิตร จำนวนสมบูรณ์ จำนวนพร่อง และ จำนวนเกิน เป็นต้น และยังศึกษาแนวคิดของทฤษฎีพีทาโกรัส

imagesLWHG9DJO

มีอยู่วันหนึ่งลูกศิษย์ถามพีทาโกรัสว่า “การเป็นมิตรคืออะไรหรือครับ” พีทาโกรัสกล่าวว่า “อายุต่างกันก็ยังเรียกว่าเป็นมิตรกันได้ เหมือน 220 กับ 284 ไง” หลังจากนั้นพวกเขาเรียก 220 กับ 284 ว่าเป็นจำนวนเชิงมิตร ทำไมพีทาโกรัสถึงเรียก 220 กับ 284 ว่าเป็นมิตรกันนะ
ถ้าบวกเลข 1, 2, 4, 5, 10, 11, 20, 22, 44, 55, 110 ซึ่งเป็นตัวหารแท้ของ 220 คำตอบที่ได้จะเท่ากับ 284 และเมื่อบวก 1, 2, 4, 71, 142 ซึ่งเป็นตัวหารแท้ของ 284 คำตอบก็จะได้ 220 นั่นเอง
ในสมัยก่อนปี ค.ศ. 1636 ยังไม่มีใครค้นพบจำนวนเชิงมิตรจำนวนอื่น จนกระทั้งนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศษชื่อว่า แฟร์มา ได้ค้นพบจำนวนเชิงมิตรนั้นก็คือ 17,296 กับ 18,416 และ ปี 1683 นักคณิตศาสตร์ชื่อว่า เดการ์ต ชาวฝรั่งเศส ได้พบจำนวนเชิงมิตรอีกคู่นั้นคือ 9,363,584 กับ 9,437,056 และแน่นอนว่ายังคงมีอีกหลายคู่ที่เรายังไม่ค้นพบ

คำถามคณิตศาสตร์ 3

Question:
นักสืบกำลังกู้ระเบิด โดยเงื่อนไขว่าต้องใช้น้ำ 4 ลิตร วางบนตาชั่งเพื่อกู้ระเบิด แต่เขามีเพียงถังน้ำสองใบที่บรรจุน้ำได้เพียง 3 ลิตรและ 5 ลิตร เค้าจะต้องทำอย่างไรจึงจะได้น้ำ 4 ลิตร
 TR-033
Answer:
ก่อนอื่นเขาต้องเทน้ำลงไปยังถัง 5 ลิตร จากนั้นเทน้ำจากถัง 5 ลิตรลงไปยังถัง 3 ลิตร น้ำจะเหลือ 2 ลิตรในถัง 5 ลิตร นำน้ำในถัง 3 ลิตรออก จากนั้นเทน้ำ 2 ลิตรที่เหลือลงในถัง 3 ลิตร จะทำให้ถัง 3 ลิตรเหลือที่ว่างสำหรับเติมน้ำ 1 ลิตร จากนั้นเทน้ำลงในถัง 5 ลิตรใหม่ และเทน้ำลงไปในถัง 3 ลิตรจนเต็ม ดังนั้นถัง 5 ลิตรจะถูกเทน้ำออก 1 ลิตร จึงเหลือ 4 ลิตร

คำถามคณิตศาสตร์ 2

Question:
ชาวนาเก็บผักกาดขาวมา 1 หัว เขากำลังเดินกลับบ้านพร้อมทั้งสุนัขจิ้งจอก 1 ตัว และ แกะอีก 1 ตัว ระหว่างทางมีแม่น้ำขวางอยู่ โชคดีที่มีเรือจอดอยู่แต่เรือลำเล็กมาก จึงบรรทุกสิ่งของได้เพียงครั้งละ 1 อย่างเท่านั้น ถ้าทิ้งแกะไว้กับสุนัขจิ้งจอก สุนัขจิ้งจอกก็จะกินแกะ ถ้าทิ้งแกะไว้กับผักกาดขาว แกะจะกินผักกาดขาว ชาวนาต้องทำอย่างไรจึงจะพา สุนัขจิ้งจอก แกะ และ ผักกาดขาวข้ามฝั่งได้
 images
Answer:
รอบแรก ให้นำเอาแกะขึ้นเรือข้ามฝั่งมาด้วย (สุนัขจิ้งจอกอยู่กับผักกาดขาวได้)
รอบสอง นำเอาสุนัขจิ้งจอกหรือผักกาดขาวมาก็ได้ ในกรณีนี้เลือกนำผักกาดขาวมา แต่ในขากลับต้องนำแกะขึ้นเรือในขากลับด้วย
รอบสาม นำสุนัขจิ้งจอกมาและทิ้งแกะไว้ที่ฝั่งก่อน (ตอนนี้ได้นำสุนักจิ้งจอกและผักกาดขาวข้ามฝั่งมาแล้ว)
รอบสุดท้าย ก็พายเรือกลับไปรับแกะมา ก็จะสามารถนำทั้งสามกลับบ้านได้